ประโยชน์ของมะอึก Solanum stramonifolium Jacq.

ประโยชน์ของมะอึก Solanum stramonifolium Jacq.

ประโยชน์ของมะอึก Solanum stramonifolium Jacq.

ประโยชน์ของมะอึก มะเขือปู่ มะปู่  (ภาคเหนือ)  หมักอึก หมากอึก (ภาคอีสาน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่กว้าง กว้าง 15-25 ซม. ยาว 20-30 ซม. โคนใบเว้าหรือตัด ขอบใบหยักเว้าเป็นพู แผ่นใบสีเขียว มีขนทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแหลม เกสรเพศผู้สีเหลือง เป็นเส้นรวมเป็นยอดแหลม ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.8-2 ซม. ผิวมีขนยาวหนาแน่น ผลสุกสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดแบน มีจำนวนมาก
ส่วนที่ใช้ : เมล็ด ผล ราก ผล

สรรพคุณ : แก้ปวดฟัน

วิธีและปริมาณที่ใช้

ใช้เมล็ด – เผาสูดดมควันเข้าไป แก้ปวดฟัน

ราก – รสเปรี้ยว เย็นน้อย แก้ดีฝ่อ ดีกระตุก คือ นอนสะดุ้งผวา หลับๆ ตื่นๆ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายใน

แหล่งที่มา rspg

น้ำกระท่อม กับขาเมายุคโควิด-19

น้ำกระท่อม กับขาเมายุคโควิด-19

น้ำกระท่อม กับขาเมายุคโควิด-19

น้ำกระท่อม  เลขาธิการ ป.ป.ส.  เผย พฤติกรรมขาเมายุคไวรัสโรคโควิด-19

18 เมษายน 2563 นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึงสถานการณ์การลักลอบเสพพืชกระท่อมในขณะนี้ ว่า มีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเสพในรูปน้ำต้มใบกระท่อมผสมวัตถุอื่น ที่เรียกว่า “4 คูณ 100” โดยสถิติการเสพพุ่งสูงภายหลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโรคโควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) และห้ามขายเหล้าเบียร์ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

“รัฐบาลห้ามขายสุรา หันต้มน้ำกระท่อมดื่มแทน ย้ำ ตามกฎหมายยังมีความผิด แค่ถอดจากบัญชียาเสพติด”
–กลุ่มแรก เป็นกลุ่มเสพน้ำต้มใบกระท่อมอยู่แล้ว

–กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่นำมาเสพแทนสุราในช่วงนี้

–กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่เข้าใจว่าสามารถนำมาเสพได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวต่อว่า เป็นความเข้าใจผิดที่ว่าสามารถเสพพืชกระท่อม หรือน้ำต้มใบกระท่อมได้ โดยสาเหตุอาจเกิดจากขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาปรับพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 แต่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น และแม้จะปรับพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดแล้วก็ตาม การใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมก็จะมีมาตรการดูแลไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการเสพเพื่อความมึนเมา พวกที่นำไปต้มเป็นน้ำ 4 คูณ 100 ไม่สามารทำได้ แต่ต้องใช้ประโยชน์จากสรรพคุณในทางการแพทย์ และพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจเท่านั้น

แม้จะผ่อนปรนให้ใช้พืชกระท่อมในชีวิตประจำวันตามวิถีชาวบ้านได้ แต่ไม่ใช่การเสพอย่างเสรี ฉะนั้นผู้ที่นำพืชกระท่อมมาเสพช่วงนี้ มีความผิดเต็มที่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

แหล่งที่มา komchadluek

เมนูสมุนไพร หาวัตุดิบได้ง่ายๆแถวบ้าน

เมนูสมุนไพร หาวัตุดิบได้ง่ายๆแถวบ้าน

เมนูสมุนไพร หาวัตุดิบได้ง่ายๆแถวบ้าน

เมนูสมุนไพร การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คำนี้เราได้ยินกันจนชินหูมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะการรับประทานอาหารนั้น ถือเป็นยาวิเศษ
ที่จะช่วยให้ร่างกายของเราห่างไกลโรค โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาแต่อย่างใด

และด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตอนนี้ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ยิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น
ยิ่งเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี พวกเชื้อไวรัส และเชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงเราได้ยากมากขึ้นเช่นกัน และวันนี้เราจะมาดูเมนูอาหารต้านหวัด
ที่สามารถทำกินเองได้ง่ายๆที่บ้านกันค่ะ

1.ยำใบบัวบกทูน่า
กระเทียมสดสามารถป้องกันและลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้

2.ผัดกะเพราโบราณ
กะเพราะ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไขแก้หวัด ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ

3.ข้าวหน้าไก่ผัดหอมใหญ่
หอมแดง/หอมใหญ่ มีสารเคอซิทิน ที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพิ่มฮีตตามิน และช่วยขยายหลอดลม

4.แกงป่าไก่
หอมแดง/หอมใหญ่ มีสารเคอซิทิน ที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพิ่มฮีตตามิน และช่วยขยายหลอดลม
พริก สารเคปไซซินในพริกช่วยลดน้ำมูก บรรเทาอาการไอในผู้ป่วยเป็นหวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ สารเบต้าแคโรทีนช่วยป้องกันการติดเชื้อในบริเวณเนื้อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด
ตะไคร้ รักษาหวัด หวัดใหญ่ แก้ไข้ แก้ปวดหัว เพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดี ช่วยต้านอนมูลอิสระ ต้านอัดเสบ ต้านไวรัสไข้หวัด

5.สามเกลอสู้หวัด (ขมิ้น ขิง มะนาว)
ขิง มีพฤษเคมีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
ขมิ้นชัน ช่วยลดการอักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกัน

แหล่งที่มา komchadluek

สร้างภูมิคุ้มกัน ชูผักผลไม้สมุนไพร 3 กลุ่ม

สร้างภูมิคุ้มกัน

สร้างภูมิคุ้มกัน ชูผักผลไม้สมุนไพร 3 กลุ่ม

สร้างภูมิคุ้มกัน กรมการแพทย์แผนไทย ชูผักผลไม้สมุนไพร 3 กลุ่ม สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายสู้ไวรัสโควิด-19 แนะ เมี่ยงคำ และแกงเลียง ยำ ต้มยำ ต้มโคล้งต่างๆ ใส่หอมแดง เห็ด มะนาว ซดคล่องคอ

นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่หากเราเตรียมความพร้อมในการสร้างสุขภาพตนเองให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

รวมถึงยังช่วยสร้างศักยภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส ก็จะเป็นเกราะป้องกันตนเอง ลดโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ หรือหากติดเชื้อก็อาจช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงได้

ผักผลไม้ และยาจากสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
– พลูคาว หรือผักคาวตอง
– เห็ดต่างๆ ซึ่งมีสารสำคัญคือเบต้ากลูแคน เช่น เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดออรินจิ เห็ดหลินจือ
– ตรีผลา (สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม) รับประทานในรูปของน้ำต้มดื่ม
– ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ดอกขี้เหล็ก ยอดมะยม ใบเหลียง ยอดสะเดา มะระขี้นก ฟักข้าว ผักเชียงดา คะน้า มะรุม ผักแพว มะขามป้อม
– ลูกหม่อน ซึ่งมีสารกลุ่มแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารเฟลโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง
– ผักผลไม้หลากสี

ผักผลไม้และยาจากสมุนไพรของไทยที่มีศักยภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ
– ผักผลไม้ที่มีสารเคอร์ซีติน (quercetin) สูง ได้แก่ พลูคาว หรือผักคาวตอง หอมแดง หอมหัวใหญ่ มะรุม ใบหม่อน แอปเปิล
– ผักผลไม้ที่มีสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) และรูติน (rutin) สูง ได้แก่ ผิวและเยื่อหุ้มด้านในเปลือกผลของพืชตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด ส้มซ่า
– กะเพรา มีโอเรียนทิน เป็นสารสำคัญที่มีศักยภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์
– เปลือกส้ม และใบหม่อนเป็นสมุนไพร

เมนูอาหารไทยที่แนะนำ
–  เมี่ยงคำ ซึ่งมีมะนาวหั่นพร้อมเปลือกและหอมแดง
–  อาหารจำพวกแกงเลียง ยำ ต้มยำ ต้มโคล้งต่างๆ ที่ใส่หอมใหญ่ หอมแดง เห็ดชนิดต่างๆ และมะนาว จะให้ทั้งเคอร์ซีทิน เบต้า       กลูแคน และวิตามินซี

เครื่องดื่มหรือน้ำสมุนไพรที่แนะนำ
– น้ำตรีผลา ซึ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้

แหล่งที่มา thairath

Ebenaceae ผลมะเกลือสด

Ebenaceae ผลมะเกลือสด

Ebenaceae ผลมะเกลือสด

Ebenaceae ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นเปลา โคนต้นมักเป็นพูพอน ผิวเปลือกเป็นรอยแตกสะเก็ดเล็กๆ สีดำ เปลือกในสีเหลือง

กระพี้สีขาว กิ่งอ่อนมีขนนุ่มขึ้นประปราย ใบ เป็นใบเดี่ยวขนาดเล็กรูปไข่หรือรีเรียงตัวแบบสลับ ปลายใบสอบเข้าหากัน โคนใบกลม หรือมน ผิวใบเกลี้ยง ใบกว้าง 3.5-4.0 ซม. ยาว 9-10 ซม. ใบที่ยังอ่อนจะมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกแยกเพศต่างต้น ดอกตัวผู้มีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน หนึ่งช่อมี 3 ดอก ดอกตัวเมียเป็นดอกเดี่ยว

ลักษณะดอกเหมือนกัน คือ กลีบรองดอกยาว 0.1-0.2 ซม. โครกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายกลีบดอกแยกเป็น 4 กลีบ สีเหลืองเรียนเวียนซ้อนทับกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ผล กลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ผิวเกลี้ยง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ ผลแก่จัดจะแห้ง มีกลีบเลี้ยงติดบนผล 4 กลีบ ผลแก่ราวเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เมล็ด แบน สีเหลือง 4-5 เมล็ด ขนาดกว้าง 0.5-0.7 ซม. ยาว 1-2 ซม. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณ

– ราก

– ฝนกับน้ำซาวข้าว รับประทานแก้อาเจียน แก้ลม

– ผลมะเกลือสดและเขียวจัด

– เป็นสมุนไพรยอดเยี่ยมที่สุดในการถ่ายพยาธิ กำจัด ตัวตืด หรือไส้เดือนตัวกลม พยาธิปากขอ พยาธิเข็มหมุด

แหล่งที่มา rspg

มะขามป้อม ผลไม้สมุนไพรมีประโยชน์

มะขามป้อม ผลไม้สมุนไพรมีประโยชน์

มะขามป้อม ผลไม้สมุนไพรมีประโยชน์

มะขามป้อม มะขาม-ป้อม หรือ มะขามอินเดีย ผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง ลักษณะของต้นมะขาม-ป้อม เป็นอย่างไร คุณค่าทางโภชนาการของมะขาม-ป้อม สรรพคุณของมะขาม-ป้อม เช่น บำรุงร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ขับปัสสาวะ เป็นต้น โทษของมะขาม-ป้อม มีอะไรบ้าง

สรรพคุณมะขาม-ป้อม

การใช้ประโยชน์ของของมะขาม-ป้อม ด้านการรักษาโรคและการบำรุงร่างกาย สามารถใช้ประโยชน์จาก ใบมะขาม-ป้อม ผลมะขาม-ป้อม เมล็ดมะขาม-ป้อม และ เปลือกมะขาม-ป้อม รายละเอียด ดังนี้

-ใบมะขาม-ป้อม สรรพคุณบำรุงผิว ป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับสารพิษในร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ช่วยคลายกล้ามเนื้อ แก้กระหายน้ำ ลดเสมหะ ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน รักษาแผลในปาก ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขยายหลอดลม รักษาหอบหืด รักษาแผลไฟไหม้ รักษาโรคตาแดง
-ผลมะขาม-ป้อม สรรพคุณบำรุงผิว ป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับสารพิษในร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ช่วยคลายกล้ามเนื้อ แก้กระหายน้ำ ลดเสมหะ ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน รักษาแผลในปาก ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขยายหลอดลม รักษาหอบหืด รักษาแผลไฟไหม้ รักษาโรคตาแดง
-เมล็ดของมะขาม-ป้อม มีน้ำมันหอมระเหย สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
-เปลือกลำต้น และ แก่นไม้ของต้นมะขาม-ป้อม สรรพคุณแก้อาหารเป็นพิษ ช่วยขับปัสสาวะ และ รักษาดรคผิวหนัง

โทษของมะขาม-ป้อม

สำหรับการรับประทานมะขาม-ป้อม หรือ การใช้ประโยชน์จากมะขาม-ป้อม ด้านการบำรุงร่างกาย และ การรักษาดรค มีข้อควรระวัง ดังต่อไปนี้

-มะขาม-ป้อมมีฤทธิ์เย็น เมื่อกินเข้าไปจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง การกินมะขาม-ป้อมต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม
-มะขาม-ป้อม อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีแผนในการผ่าตัดควรงดกินมะขาม-ป้อม อย่างน้อย 2 สัปดาห์
-มะขาม-ป้อมมีรสเปรี้ยว สำหรับคนที่ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร หรือ ผ่าตัดในช่องท้อง ควรงดการกินมะขาม-ป้อม ควรกินอาหารเบาๆรสจืดๆ

แหล่งที่มา thaiherbforlif

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อม

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อม

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อม

สมุนไพรไทย สมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้มีรสจัดจ้านกลมกล่อมแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณในด้านการ บำรุงสุขภาพ ได้อีกด้วย

ใบกะเพรา
สามารถนำมาใช้รักษาอาการไข้และมีฤทธิ์ขับลมได้เป็นอย่างดี จนมีการพัฒนาต่อเป็นยาไทยชื่อว่ายาประสะกะเพรา นอกจากนั้น ใบกะเพรายังถือเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้

ผักชี
นอกจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรตีนแล้ว ยังมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์สำคัญในการขับโลหะหนักโดยเฉพาะปรอทออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ จึงถือว่าผักชีเป็นผักที่ช่วยขับสารพิษ

ใบมะกรูด
มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาอาการไอและมีเสมหะ ทั้งยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย สามารถนำมาถูฟันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพฟันให้แข็งแรง

พริก
ความเผ็ดมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยจะมีสารที่เรียกว่าแคปไซซิน (Capsaisin) ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความเผ็ดแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ต้านมะเร็งและลดระดับน้ำตาลในเลือด

แหล่งที่มา posttoday

รู้เรื่องยาสมุนไพร ไม่มี อย. อาจรักษาโรคไม่ได้

รู้เรื่องยาสมุนไพร ไม่มี อย. อาจรักษาโรคไม่ได้

รู้เรื่องยาสมุนไพร ไม่มี อย. อาจรักษาโรคไม่ได้

รู้เรื่องยาสมุนไพร แม้อ้างว่ามาจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้ดีต่อร่างกายเสมอไป

นายธนพล ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบจากการใช้ยาสมุนไพรอย่างไม่สมเหตุผล ว่า ปัจจุบันมีการปล่อยให้โฆษณา

ยาสมุนไพรทั้งสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อกระแสหลักแบบเกินจริง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ สามารถหาซื้อได้ง่าย โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์ทางเลือก หรือแพทย์แผนปัจจุบัน บางส่วนก็ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. มีการลักลอบใส่ปรอท สเตียรอยด์ เพื่อให้ได้ผลเร็ว จนทำให้เกิดผลกระทบกับสุขภาพผู้บริโภคจำนวนมาก ทางชมรมฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ยาสมุนไพรเดือนละไม่ต่ำกว่า 20 ราย ทั้งในส่วนของผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่ไม่ได้เจ็บป่วยมาก่อน จึงทำเรื่องร้องเรียนส่งต่อไปยัง อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) แล้ว

นายธนพล กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ที่ใช้ยาสมุนไพร มาจากเพราะคำว่า “เขาเล่าว่า” โฆษณาด้านดี ไม่ให้ข้อมูลผลกระทบเลย มีการอ้างสรรพคุณรักษาโรคครอบจักรวาล ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล กำกับเรื่องการโฆษณาอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ขอเตือนผู้บริโภคว่า จะรับประทานยาสมุนไพรต่าง ๆ ต้องมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านยา เช่น เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะเราไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้ แต่การใช้ต้องใช้อย่างถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละคน แต่ละโรคมีความแตกต่างกัน ยิ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคไตจะได้รับผลกระทบเร็วมาก แค่ 1-2 วันที่ใช้ไปก็ตัวบวม เพราะเกิดของเสียคั่ง ฟอสฟอรัสสูง โพแทสเซียมสูง และทำให้หัวใจวายได้

แหล่งที่มา sanook

ชื่อวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera Lam.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera Lam.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera Lam.

ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อสามัญ : Horse radish tree Drumstick

ชื่ออื่น

กาเน้งเดิง – กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี
ผักเนื้อไก่ – ฉาน-แม่ฮ่องสอน
ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม – ภาคเหนือ
เส่ช่อยะ – กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-6 เมตรหรือใหญ่กว่าเปลือกสีขาว รากหนานุ่ม ใบสลับแบบขนนก 2 หรือ 3 ชั้น ยาว 20-60 ซนติเมตร ใบชั้นหนึ่งมีใบย่อย 8-10 คู่ ใบแบบรูปไข่รูปไข่หัวกลับรูปคู่ขนาน ใต้ใบสีเขียวอ่อน ใบอ่อนมีขนสีเทาขนาดใบยาว 1-3 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรือขาวอมเหลืองแต้มสีแดงเข้าที่ใกล้ฐานด้านนอกยาว 1.4-1.9 เซนติเมตรกว้าง 0.4 เซนติเมตรปลายกลีบดอกกว้างกว่าโคน 4 กลีบ ตั้งตรง เกสรตัวผู้แยกจากกันสมบูรณ์ 5 อันไม่สมบูรณ์ 5 อันเรียงสลับกันมีขนสีขาว ที่โคนอับเกสรสีเหลืองเกสรตัวเมีย 1 อัน ผลยาวเป็นฝัก 3 เหลี่ยม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร 3 ปีก
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก

สรรพคุณ

ฝัก – ปรุงเป็นอาหารรับประทาน

เปลือกต้น – มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก – มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
– แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

แหล่งที่มา rspg

สรรพคุณกัลปพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib

สรรพคุณกัลปพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib

สรรพคุณกัลปพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib

สรรพคุณกัลปพฤกษ์ สมุนไพรกัลปพฤกษ์ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เปลือกขม (ปราจีนบุรี), แก่นร้าง (จันทบุรี), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), กาลพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง), กัลปพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของกัลปพฤกษ์

ต้นกัลปพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 5-15 เมตร มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แต่ไม่หนาแน่นทึบ แตกกิ่งต่ำและทอดกิ่งยาวขึ้นสู่ด้านบน เปลือกต้นด้านนอกเรียบเป็นสีเทา ส่วนเนื้อไม้เป็นสีเหลืองถึงสีน้ำตาล บริเวณยอดและกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมหนาแน่น นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้า ขึ้นได้ในดินทั่วไป สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยสมบูรณ์ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม ในประเทศไทยพบขึ้นได้ตามป่าแดง ป่าโคก ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั่วไป (บางครั้งพบอยู่บนเทือกเขาหินปูนที่แห้งแล้ง) ที่ระดับความสูงประมาณ 300-1,000 เมตร

ใบกัลปพฤกษ์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ เป็นช่อยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ก้านช่อใบยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5-8 คู่ เรียงจากเล็กไปหาใหญ่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบกลม บางครั้งมีติ่งสั้น ๆ อยู่ตรงปลายสุด โคนใบบนและเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร แผ่นใบบาง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-9 เส้น เนื้อใบมีขนละเอียดนุ่มขึ้นปกคลุมทั้งสองด้าน โดยบริเวณด้านท้องใบจะมีขนขึ้นหนาแน่นมากกว่าด้านหลังใบ

ดอกกัลปพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อกระจะตามกิ่งพร้อมกับแตกใบอ่อน ช่อดอกไม่แตกแขนง ยาวได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนสีเหลืองขึ้นปกคลุม ช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่ง ก้านดอกยาวได้ประมาณ 4-6 เซนติเมตร ดอกมีใบประดับที่มีลักษณะเป็นรูปใบหอกชัดเจน มีขนาดกว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานดอกจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จนถึงสีขาวเมื่อใกล้ร่วงโรย กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายกลีบแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 9-12 มิลลิเมตร มีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบเช่นกัน มีลักษณะเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายมน โคนเรียวแคบ มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5.5 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกจะคอดเข้าหากันเป็นก้านแคบ ๆ ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร กลางดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลือง เกสรเพศผู้มี 10 อัน มีขนาดไม่เท่ากัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 3 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร กลุ่มที่ 2 จะมี 4 อัน ก้านชูอับเรณูยาวเพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่ 3 มี 3 อัน อับเรณูมีขนาดเล็กมาก ก้านชูอับเรณูยาวได้ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีรังไข่เรียวโค้งยาวประมาณ 4 เซนติเมตร มีขนสีขาวขึ้นปกคลุมบาง ๆ รังไข่ติดอยู่บนก้านส่ง เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร

ผลกัลปพฤกษ์ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาวแคบ สีน้ำตาล แขวนลงมาจากกิ่ง ฝักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ฝักมีขนนุ่มสีเทาปกคลุมตลอด ภายในฝักแบ่งออกเป็นช่อง ๆ ตามขวาง เนื้อในฝักเป็นสีขาวปนเขียว มีเมล็ดประมาณ 30-40 เมล็ด ผลจะออกในช่วงเดียวกับการผลิดอก คือช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระยะเดียวกับการทิ้งใบทั้งหมดในช่วงต้นฤดูร้อน โดยช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มติดอยู่ได้นานหลายวัน โดยจะทยอยบานประมาณ 3-4 สัปดาห์ และจะแก่ประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน

สรรพคุณของกัลปพฤกษ์
เปลือกฝักและเมล็ดมีรสขมเอียน ใช้เป็นยาลด ถ่ายพิษไข้ได้ดี (เปลือกฝัก, เมล็ด)
เนื้อในฝักใช้แก้คูถ แก้เสมหะ (เนื้อในฝัก
ช่วยทำให้อาเจียน (เปลือกฝัก, เมล็ด)
เนื้อในฝักมีรสหวานเอียนขม ใช้ปรุงเป็นยาระบายอ่อน ๆ ระบายอุจจาระธาตุ แก้พรรดึกได้โดยไม่ไซ้ท้อง ช่วยระบายท้องเด็กได้ดีมาก โดยให้ใช้ในขนาด 8 กรัม เหมาะสำหรับใช้ในเด็กเพราะไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนยาระบายที่แรงกว่า (เนื้อในฝัก)

ประโยชน์ของกัลปพฤกษ์
ในสมัยก่อนคนแก่จะใช้เนื้อในฝักกินกับหมาก
ต้นกัลปพฤกษ์จัดเป็นไม้มงคลที่มีรูปทรงสวยงาม ให้ดอกสวย ออกดอกดกเต็มต้น มีสีชมพูอ่อนสดใสดูงดงามเหมือนดอกเชอร์รี่ อีกทั้งดอกกัลปพฤกษ์ก็มีทั้งสีชมพูและสีขาว จึงรวบรวบความงดงามของทั้งดอกเชอร์รี่และดอกแอปเปิ้ลไว้ในคราวเดียวกัน ในปัจจุบันนิยมจึงนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะปลูกไว้ประดับอาคารบ้านเรือน ปลูกในสวนสาธารณะ และริมถนนทั่วไป และสามารถทนดินเลวและอากาศแห้งได้เป็นอย่างดี
สำหรับความเชื่อของคนไทยในอดีตเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ เปรียบเหมือนแก้วสารพัดนึก หากปรารถนาสิ่งใด จะไปขอเอาจากต้นไม้นี้ อีกทั้งต้นกัลปพฤกษ์ยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ มีโชคมีชัย โดยเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกต้นกัลปพฤกษ์ไว้เป็นไม้ประจำบ้าน โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเป็นสิริมงคล ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต พบแต่ความสุขสมหวังทุกประการ หากผู้ปลูกเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือและเป็นผู้ประกอบคุณงามความดี ก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
คนไทยสมัยก่อนถือว่า กิ่งก้านจากต้นกัลปพฤกษ์เป็นไม้มงคล เหมาะสำหรับการนำไปทำด้ามธง ถือว่าทำให้เกิดสิริมงคลดีนัก
เนื้อไม้มีความละเอียดและให้น้ำฝาด ที่สามารถนำไปใช้ฟอกหนังได้

แหล่งที่มา medthai